Meditation
สมถภาวนา หรือ วิปัสสนาภาวนา
จีรัง เฮลธ์ วิลเลจ เป็นหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่รักตนเองและรักสุขภาพ เรามองเห็นว่าการที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณนั้นมีค่ายิ่งสำหรับรีสอร์ทของเรา อะไรหรือที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้
การทำสมาธิ คือสิ่งที่ทางรีสอร์ทอยากให้คุณได้สัมผัสและได้เรียนรู้อย่างแท้จริง เพื่อเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ด้วยบรรยากาศและสถานที่ตั้งที่ห้อมล้อมไปด้วยขุนเขาและอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์นั้น เป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การทำสมาธิของท่านนั้นมีประสิทธิภาพ
สมาธิ หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตใจให้สงบแน่วแน่มั่นคงเพื่อให้เป็นจิตใจที่สามารถทำงานได้ดี โดยเฉพาะในการคิดพิจารณาให้เกิดปัญญา หรือใช้ปัญญาอย่างได้ผล และเป็นจิตใจที่เอื้อต่อการพัฒนาของคุณสมบัติต่างๆ เช่น คุณธรรมทั้งหลายที่เจริญเพิ่มพูนมาจากจิต รวมทั้งจิตใจที่สงบมั่นคงแน่วแน่นั้น จึงอยู่ในภาวะที่พ้นจากการรบกวนของความเศร้าหมอง ความสับสนวุ่นวายต่างๆ จิตจึงปลอดโปร่งเบาสบายเบิกบานสดชื่นผ่องใสเป็นสุข
หลักการทำสมาธินั้นมีอยู่สองหลักคือ การทำสมาธิเพื่อความสงบ และการทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา
1. การทำสมาธิเพื่อความสงบนั้นเรียกว่า สมถภาวนา หรือ
สมถกรรมฐาน
หลักการของ สมถะ มีอยู่อันเดียว คือ ทำให้จิตแน่วแน่อยู่กับสิ่งเดียวที่ต้องการ บางทีทำสำเร็จแล้วแต่ไม่ได้ตามต้องการ เช่น มันอยู่ได้สักพักเดียวก็เสียสมาธิอีกแล้ว อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้ตามต้องการ ถ้าจะสำเร็จจริงต้องให้ได้ตามต้องการ จะนั่งให้ได้ครึ่งชั่วโมงก็ต้องได้ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงก็ได้หนึ่งชั่วโมง ถ้าอย่างนี้เรียกสมาธิจริง อยู่กับอันนั้นนานเท่านานใจไม่วอกแวกไปอื่นเลย ทีนี้ พอได้หลักการแล้ว ปฏิบัติต่อไปจนสำเร็จผลดี สมถะก็จะนำไปสู่ผลสำเร็จที่เรียกว่า ฌาน พอได้สมาธิลึกๆ แล้วแน่วแน่ขึ้น ดีขึ้นตามต้องการก็จะได้ ฌาน
ฌาน คือสภาพจิตที่มีสมาธิเป็นแกน ประกอบคุณสมบัติอื่นๆที่ดีงาม ๒-๓-๔-๕ อย่าง แล้วแต่ฌานขั้นไหน ฌานเป็นที่ประสงค์สำคัญ
ของสมถะภาวนา
ฌาน ของสมถะนั้น แปลว่าการเพ่งพินิจ แน่วแน่อยู่กับจิตหรืออยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ ที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นผลสำเร็จทั่วไป ต่อไปเป็นผลสำเร็จขั้นสุดท้ายของสมถะ เมื่อทำให้จิตแน่วแน่เป็นอารมณ์เดียวจนเกิดฌาน พอได้ฌานแล้ว จะเกิดความสำเร็จขั้นสุดท้ายขึ้น คือจิตจะปลอดหลุดพ้นไป หมายถึง หลุดพ้นไปจากสิ่งที่ไม่ดีที่ไม่ต้องการทั้งหมด จิตใจของคนเรานั้นมีความขุ่นมัว มีความเศร้าหมอง มีกิเลส มีเรื่องทุกข์ร้อนต่างๆ มากมาย พอเราทำสมาธิได้ฌานแล้ว จิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ สงบ มันก็พ้นจากสิ่งที่ไม่ต้องการ ไม่ดี สิ่งที่เป็นทุกข์ สิ่งที่เป็นความขุ่นมัวเดือดร้อนวุ่นวาย สิ่งที่เป็นกิเลสทั้งหมด ก็เรียกว่าเป็นความหลุดพ้น แต่ความหลุดพ้นนั้นเป็นไปได้ชั่วคราว เพราะถ้าเมื่อไรเราออกจากสมาธิ จิตของเราก็เข้าสภาพเดิม เราก็มีปัญหาได้อีก เราก็มีทุกข์ได้อีก อันนี้จึงถือว่าเป็นความหลุดพ้นชั่วคราว เรียกว่า วิกขัมภนวิมุตติ
วิกขัมภนวิมุตติ บางทีเรียกอีกอย่างว่า สมยวิมุตติ แปลว่า หลุดพ้นชั่วสมัย สมย แปลว่า เวลา วิมุตติ แปลว่า ความหลุดพ้น พ้นจากกิเลสและความทุกข์ ได้แก่ชั่วเวลาที่เราอยู่ในสมาธิ แต่ในสมัยหลังมักเรียกกันว่า วิกขัมภนวิมุตติ แปลว่า หลุดพ้นด้วยการกดทับไว้ เสมือนอย่างเอาหินทับหญ้าไว้ ทำให้หยุดงอกงามไป พอเอาหินออกหญ้าก็กลับเจริญงอกงามต่อไป เหมือนกับกิเลสและความทุกข์ พอได้สมาธิ กิเลสและความทุกข์ก็สงบเงียบเหมือนกับหายไปหมด แต่พอออกจากสมาธิ กิเลสและความทุกข์นั้นก็เฟื่องฟูขยายตัวขึ้นมาได้อีก นี่คือผลสำเร็จสุดท้ายของสมาธิหรือของสมถะ คือ สมยวิมุตติ หลุดพ้นชั่วคราว หรือ วิกขัมภนวิมุตติ หลุดพ้นด้วยการกดทับไว้
2. การทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา หรือ วิปัสสนากรรมฐาน
วิปัสสนา จะมีวิธีปฏิบัติเทคนิคอย่างไรก็ตาม สาระหรือหลักการของมันมีอันเดียว คือการรู้เห็นตามเป็นจริงหรือรู้เห็นตามที่มันเป็น ไม่ใช่รู้เห็นตามที่เราคิดให้มันเป็น ไม่ใช่รู้เห็นตามที่อยากให้มันเป็น คนเรานี้มักจะเป็นอย่างนั้น คือรู้เห็นตามที่คิดให้มันเป็น เรียกว่าคิดปรุงแต่งไป แล้วมันก็เหมือนจะเป็นไปตามที่คิดอย่างนั้น เมื่อใดรู้เห็นตามที่มันเป็นของมันจริงๆ ก็เรียกว่า นี่ละเกิดวิปัสสนาเป็นความรู้แจ้งแล้ว วัตถุประสงค์ของวิปัสสนา ตัวหลักการที่แท้จริงมีเท่านี้เอง คือ รู้เห็นตามที่มันเป็น แต่ว่าเพียงเท่านี้แหละมันยากนักยากหนา เพราะคนเรารู้เห็นตามที่ใจอยากให้เป็น หรือรู้เห็นตามที่คิดปรุงแต่งให้มันเป็นเสียมาก ทีนี้เมื่อได้หลักการคือรู้ตามความเป็นจริงแล้ว ผลที่เกิดขึ้นของมันก็คือ ญาณ
วิปัสสนาภาวนา มุ่งให้เกิดปัญญา คือ ปัญญาที่เข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย ปัญญาในขั้นที่รู้จักโลกตามความเป็นจริงและชีวิตตามความเป็นจริง เรียกว่า วิปัสสนา แปลว่า รู้แจ้ง ไม่ใช่รู้แค่ทำมาหาเลี้ยงชีพได้เท่านั้น แต่รู้สภาวะ รู้สภาพความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว จิตจะเป็นอิสระหลุดพ้นจากสิ่งนั้นๆเด็ดขาดไปเลย เมื่อเรารู้เข้าใจสิ่งใดตามความเป็นจริงแล้ว จิตของเราก็จะหลุดจากความยึดติดนั้น แล้วเราก็ไม่ขุ่นมัวไม่ขัดข้องเพราะสิ่งนั้น เมื่อยังไม่รู้ว่าอะไร เราก็ขัดข้องกับสิ่งนั้น เมื่อเรารู้เราก็หลุดพ้นได้ รู้เมื่อไหร่ก็หลุดเมื่อนั้น ทีนี้ ความรู้เห็นตามเป็นจริงก็นำไปสู่ความหลุดพ้น เป็นอิสระอย่างชนิดเด็ดขาดสิ้นเชิง เรียกว่า อสมยวิมุตติ คือ หลุดพ้นไม่จำกัดสมัย เรียกอีกอย่างว่า สมุทเฉทวิมุตติ คือการหลุดพ้นโดยเด็ดขาด
นี้คือหลักการทั่วๆไป เป็นอันว่าภาวนามีอยู่ ๒ หลักการ

อย่างที่ ๑ สมถภาวนา หรือ สมถกรรมฐาน มีหลักการคือการทำให้จิตแน่วแน่อยู่กับสิ่งเดียวที่กำหนดได้ตามที่ต้องการ แล้วก็ทำให้เกิดฌาน ทำให้เกิดความหลุดพ้นจากความทุกข์ ความขุ่นมัวเศร้าหมอง จากกิเลสทั้งหลายได้ชั่วคราว
อย่างที่ ๒ วิปัสสนาภาวนา หรือ วิปัสสนากรรมฐาน มีหลักการที่สำคัญคือ การรู้เห็นตามความเป็นจริง หรือตามสภาวะของมัน แล้วทำให้เกิดญาน ความหยั่งรู้ ทำให้เกิดความหลุดพ้นจากความทุกข์ ความขุ่นมัวเศร้าหมอง และกิเลสทั้งหลายอย่างไม่จำกัดเวลา อย่างเด็ดขาดโดยสิ้นเชิงตลอดไป
ด้วยหลักการข้างต้นนี้ ทางจีรัง เฮลธ์ วิลเลจ มีความมั่นใจเหลือเกินว่าถ้าคุณๆ ทุกท่านที่ได้มาเรียนรู้และปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ผลที่จะเกิดนั้นคุณจะเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายและจิตใจ คุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินและเลือกทางเดินให้กับตัวคุณเอง ถามตัวคุณเองดูซิว่ากายและใจของคุณเหนื่อยล้ามามากพอหรือยัง เมื่อคุณหาข้อสรุปได้แล้วขอให้คุณคิดถึง จีรัง เฮลธ์ รีสอร์ท เป็นที่แรก เราพร้อมที่จะดูแลทุกๆท่านไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรม
เอกสารอ้างอิง พระเทพเวที (ประยุทธ์ ประยุตฺโต)
ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๔

